|

มหัศจรรย์
“เห็ดกระดุมบราซิล”
พิชิตโรคร้าย
ดร.อานนท์
เอื้อตระกูล
ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส(เห็ด)
องค์การสหประชาชาติ ปี พ.ศ. 2524-2548
ผู้ที่อยู่ในวงการเห็ด ย่อมทราบกันดีว่า
ประเทศไทยเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีการเพาะเห็ดกันอย่างแพร่หลายและกว้างขวางในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา
จนอาจจะกล่าวได้ว่า การเพาะเห็ดของประเทศไทย มีความเจริญก้าวหน้า
และมีการผลิตเห็ดมากมายหลากหลายชนิด เห็ดบางชนิด เช่น
เห็ดฟางที่ชอบอากาศร้อนชื้นนั้น
ประเทศไทยสามารถทำการผลิตได้ในปริมาณที่มากที่สุดในโลก
"โดยทำการผลิตได้มากถึงปีละกว่า
5 แสนตัน"
และตอนนี้
ทุกภาคส่วนได้พยายามที่ขยายปริมาณการผลิตเห็ดหลากหลายให้ได้มากที่สุด
ส่วนหนึ่งเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคภายใน
อีกส่วนหนึ่งก็เพื่อภาพพจน์ที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถเร่งทำการผลิตให้ได้ปริมาณที่อยู่แนวหน้าของโลก
เหตุการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นในอดีตที่ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี
จีนหรือแม้กระทั่งอเมริกาและยุโรป
ที่มุ่งหวังทำการเพาะเห็ดที่ตลาดต้องการในปริมาณมาก เช่น
เห็ดกระดุม เห็ดหอม เป็นต้น
ในส่วนของเห็ดกระดุม(Button mushroom = Agaricus bisporus)
นั้นไต้หวันซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ ใหญ่กว่าจังหวัดเชียงใหม่ไม่เท่าไหร่
แต่สามารถเพาะและผลิตเห็ดชนิดนี้
เพื่อเป็นสินค้าส่งออกมาที่สุดในโลก ในปี 2514-2525 ส่วนเห็ดหอม
(Shiitake or Oak mushroom = Lentinus edodes)นั้น
ญี่ปุ่นได้ทุ่มเททั้งงานวิจัยและงานส่งเสริมการเพาะเห็ดหอมกันอย่างยิ่งใหญ่และจริงจังหลังจากแพ้สงครามโลก
จนกระทั่งมีเกษตรกรผู้เพาะเห็ดหอมมากถึง 300,000 ครอบครัว มีสมาคม เห็ดหอม
ที่มีสมาชิกมากที่สุดในบรรดาสมาคมที่เกี่ยวกับการเกษตร
สามารถเพาะเห็ดหอมได้มากถึงเกือบ 300,000 ตันต่อปี
มากที่สุดในโลกตั้งแต่ปี 2514 เป็นต้นมาจนถึงปี 2542
ก่อนที่ประเทศจีนมาแซงทีหลัง แต่จู่ๆมาไม่นานมานี้
ประเทศที่เคยเพาะเห็ดต่างๆที่เคยเป็นแนวหน้าระดับโลก
กลับลดปริมาณการผลิตลง บางประเทศเช่น
ประเทศไต้หวันตัวเลขการส่งออกเห็ดกระดุม
และประเทศญี่ปุ่นที่เคยส่งออกเห็ดหอมแทบจะไม่ปรากฏให้เห็นเด่นชัด
หรือแทบจะไม่มีการผลิตเพื่อการส่งออกอีกเลย
สาเหตุสำคัญไม่ได้อยู่ที่ปัญหาแรงงานหรือต้นทุนการผลิตสูงเกินไปเท่านั้น
แต่เหตุผลกลับอยู่ที่นักเพาะเห็ดของประเทศเหล่านี้
หันไปสนใจเพาะเห็ดที่ทำให้เกิดรายได้สูงกว่าและตลาดมีความจำเป็นจะต้องใช้
คือ เห็ดที่สามารถเพาะและผลิตเป็นยาได้
หลังจากผลของการวิจัยในสถาบันที่เชื่อถือได้จากหลายประเทศทั้งญี่ปุ่น
จีน อเมริกา อิตาลี อังกฤษต่างค้นพบและยืนยันว่า มีเห็ดหลายชนิด
นอกจากจะมีคุณสมบัติทางโภชนาการสูงแล้ว
ยังมีคุณสมบัติพิเศษทางยาป้องกันรักษาโรคต่างๆของมนุษย์ได้เป็นอย่างดีอีกหลายชนิด
เช่น เห็ดหลินจือ เห็ดไมตาเกะ เห็ดถั่งเฉ่า เห็ดแพนหางนกยูง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อไม่นานมานี้
ได้สรุปผลการศึกษาทดลองเปรียบเทียบพบว่า
สุดยอดของเห็ดที่มีคุณสมบัติทางยาที่รักษาโรคร้ายของมนุษย์ คือ
เห็ดกระดุมบราซิลหรือเห็ดโคนบราซิล(agaricus blazei Murrill)
ที่มีสารประกอบบางชนิดของน้ำตาล(polysaccharides)
มีคุณสมบัติพิเศษในการกระตุ้น
เหนี่ยวนำการสร้างภูมิต้านทานของร่างกายให้สูงและมีประสิทธิภาพเป็นอย่างดี
โดยภูมิต้านทานที่สูงขึ้นและมีประสิทธิภาพนี้
สามารถไปยับยั้งและรักษาโรคร้ายแรงต่างๆได้หลายชนิดอย่างได้ผลและไม่มีผลข้างเคียง
ที่สำคัญที่สุดได้แก่
โรคมะเร็งเนื้อร้ายหลายชนิด
โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง อันได้แก่
เอดส์ โรคภูมิแพ้
โรคเกี่ยวกับการสร้างน้ำย่อยหรือเอ็นไซม์บกพร่อง เช่น
เบาหวาน
และโรคเกี่ยวข้องกับระบบเลือด อันได้แก่
โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรคตับ โรคไวรัสบีในตับ
ผลของการค้นพบคุณสมบัติมหัศจรรย์ของเห็ดกระดุมบราซิล
ทำให้รัฐบาลของบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี
ที่ล้วนแล้วแต่เป็นประเทศที่เจริญทางวิชาการทั้งเกี่ยวกับการเพาะเห็ด
และการศึกษานำเอาเห็ดไปเป็นยา
ต่างก็ซุ่มเงียบโดยหันไปทำการเพาะเห็ดชนิดนี้
เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเป็นยารักษาโรคร้ายที่แทบจะไม่มีโอกาสรักษาได้ด้วยยาแผนปัจจุบันเพียงอย่างเดียว
เช่น โรคมะเร็ง เอดส์ เบาหวานและโรคหัวใจ เป็นต้น
ประเทศญี่ปุ่นถือเป็นประเทศที่ครองอันดับหนึ่งในการผลิตเห็ดชนิดนี้
โดยผลิตได้ปีละมากกว่า 30,000 ตัน ด้วยการสนับสนุนของรัฐบาล
ที่ให้นักธุรกิจและเกษตรกรไปทำการเพาะเห็ดชนิดนี้
ในประเทศที่มีเห็ดชนิดนี้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ คือ
ที่ประเทศบราซิล
และประเทศใกล้เคียงที่มีอากาศเช่นเดียวกับประเทศบราซิล เช่น
ประเทศปารากัว สุรินัม
เพื่อทำการเพาะและผลิตเห็ดชนิดนี้ส่งไปเป็นวัตถุดิบ
เพื่อใช้ในการผลิตยาในประเทศญี่ปุ่นแล้วส่งไปขายในรูปของยารักษาโรคที่มีราคาค่อนข้างแพงมาก 
ผมเองแม้ว่าจะได้รับเกียรติจากองค์การสหประชาชาติให้ไปเป็นผู้เชี่ยวชาญเห็ดให้แก่หลายประเทศ
ทั้งในเอเชีย แปซิฟิคและแอฟริกา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 – 2548
เริ่มตั้งแต่ประเทศภูฏาน อินเดีย เนปาล ศรีลังกา ฟิลิปปินส์
และอีกหลายประเทศในทวีปแอฟริกา
ได้รับรู้ผลการวิจัยต่างๆเกี่ยวกับเห็ดชนิดนี้มาโดยตลอด
แต่ก็ไม่ได้ทุ่มเทหรือให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพียงแต่จำได้ว่า
เมื่อครั้งที่ไปประจำอยู่ที่ประเทศต่างๆในแอฟริกาตะวันตก เช่น
ประเทศกานา โตโก เบนิน แกมเบีย ไลบีเรียและเซียราลีโอนระหว่างปี
พ.ศ. 2532-2537
ได้พบเห็นเห็ดกระดุมบราซิลเกิดขึ้นทั่วไปในบริเวณนี้
โดยชาวพื้นเมืองละแวกนี้นิยมเอาไปทำเป็นอาหารหลายรูปแบบ
ผมก็ได้เพียงแต่นำเอาเห็ดต่างๆที่สำรวจเจอเอามาเพาะเลี้ยงเส้นใยเห็ดไว้เท่านั้น
จนกระทั่งเมื่อได้รับเชิญให้ไปเป็นที่ปรึกษาโครงการเห็ด
ของประเทศฝรั่งเศส ที่ประเทศกียานา
ที่เป็นประเทศอาณานิคมแห่งสุดท้ายของฝรั่งเศสในละตินอเมริกา
ซึ่งอยู่ติดกับประเทศบราซิลและสุรินัม
เป็นประเทศที่ใช้เป็นฐานส่งดาวเทียม “ไทยคม”
ของไทยในหลายปีที่ผ่านมา ประกอบกับ ผมได้รับคำสั่งซื้อเชื้อเห็ดบริสุทธิ์ที่เพาะเลี้ยงในเมล็ดธัญพืชเพื่อนำไปผลิตเป็นยาจากหลายประเทศ
ผมจึงได้เริ่มลงมือทำการผลิตเชื้อเห็ดดังกล่าวเพื่อการส่งออกแต่เพียงอย่างเดียว
จนกระทั่งเมื่อเร็วๆนี้
มีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นในสมาชิกคนหนึ่งที่เป็นญาติสนิท
เกิดป่วยกะทันหันปวดท้องอย่างรุนแรง
จึงรีบนำส่งโรงพยาบาลเอกชนที่ทันสมัย ทำการตรวจอย่างละเอียดพบว่า
ผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง โดยเกิดอาการบวมขึ้นมาในช่องท้องอย่างรวดเร็ว
ทางโรงพยาบาลนี้ได้แนะนำให้ส่งผู้ป่วยเป็นการด่วนไปยังโรงพยาบาลที่มีแพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะ
และมีเครื่องไม้เครื่องมือที่ดีกว่า
ผลของการตรวจผู้ป่วยก็ออกมายืนยันทำนองเดียวกันว่าผู้ป่วยเป็นมะเร็ง(Ascites
cancer)ที่ไม่สามารถรักษาได้
เพียงแต่คณะแพทย์จะบรรเทาความเจ็บปวดจากอาการท้องบวมด้วยการเจาะเอาน้ำออกจากท้องครั้งละหลายลิตร
แต่ด้วยสภาพที่ผู้ป่วยยังแข็งแรงและมีกำลังใจดีอยู่
คณะแพทย์จึงประชุมกันทำการผ่า ตัดใหญ่
เพื่อค้นหาจุดกำเนิดหรือต้นเหตุของมะเร็ง ปรากฏว่า
หาไม่เจอทั้งการสแกน การเอ็กซ์เรย์และการผ่าตัด ผลสุดท้าย
คณะแพทย์จึงทำความเข้าใจกับบรรดาญาติที่ใจจรดใจจ่อรอลุ้นด้วยความหวังที่จะยื้อชีวิตผู้ป่วยให้อยู่ได้นานที่สุดเท่าที่ทำได้
โดยทางแพทย์เจ้าของไข้ขอให้บรรดาญาติทั้งหลายยอมรับความจริงและสภาพ
ดูจากสภาพภายนอก ผู้ป่วยยังแข็งแรง สามารถเดินและรับ ประทานอาหารได้อย่างปกติ
แพทย์จึงแนะนำว่า
ในช่วงที่ผู้ป่วยยังแข็งแรงอยู่และรักษาด้วยการฉีดคีโม
สามารถกลับมาพักฟื้นที่บ้านได้
เพื่อผู้ป่วยจะได้ไปทำอะไรก็ได้ตามที่ผู้ป่วยต้องการ
ผมเองในฐานะเป็นหนึ่งในสมาชิกเครือญาติและเคยมีประสบการณ์ที่เห็นญาติต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคเบาหวาน
ที่บางรายเกิดบาดแผลเรื้อรัง ต้องตัดแขนตัดขาทิ้ง
จากนั้นไม่นานก็เสียชีวิต เหตุการณ์เช่นนี้
ยากยิ่งที่จะบรรยายความรู้สึกห่วงใย อาลัยอาวรณ์
และทุกคนในเครือญาติก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกันว่า
หากมีวิธีใดที่สามารถยื้อชีวิตญาติผู้ป่วยเราได้
แม้ว่าจะต้องถูกตัดเอาอวัยวะส่วนไหนบางส่วนไปใส่เสริมให้แทนได้
หรือต้องใช้เงินทองมากน้อยเพียงใด ก็ยินดีจะทำอย่างสุดความสามารถ
ในส่วนของผมเอง ได้กลับมาทบทวนว่า
ตลอดชีวิตก็ได้อุทิศให้แก่เรื่องเห็ดมาโดยตลอด
และยังทำการเพาะเห็ดกระดุมบราซิลที่ต่างประเทศสั่งเอาไปทำเป็นยารักษาโรคที่สำคัญของมนุษย์
รวมทั้งโรคมะเร็งที่ญาติใกล้ชิดกำลังเจอปัญหาอยู่
จึงปรึกษาหารือกันในหมู่ญาติว่า
ในเมื่อมีถึงขั้นนี้แล้วการรักษาผู้ป่วยตามวิถีทางของแพทย์แผนปัจจุบันหมดหวังแล้ว
เพียงแต่ต้องทำการฉีดคีโม(Chemotherapeutic treatment)
เพื่อยืดอายุเท่านั้น นอกจากนี้
ยังได้เห็นสภาพผู้ป่วยรายอื่นที่ผ่านการฉีดคีโม
ต้องพบกับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสจากผลข้างเคียงของการใช้ยา
สุดท้ายก็อยู่ได้อีกไม่นานก็จะเสียชีวิตไปอย่างน่าเวทนายิ่ง
ผมได้รับฉันทานุมัติจากบรรดาเครือญาติใกล้ชิด
ให้นำเอาเห็ดกระดุมบราซิลทั้งดอกเห็ดและเชื้อเห็ด
นำมาทำให้แห้งในอุณหภูมิต่ำ(Cooled dry)
ผสมกับเห็ดอื่นๆที่มีคุณสมบัติทางยาเสริมกัน รวมทั้งสมุนไพรบางชนิด
นำมาบดใส่แคปซูลขนาด 500 มิลลิกรัม ให้รับประทานครั้งละ 3-5
แคปซูลก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง 3 เวลาต่อวัน หรือประมาณ 12-15 แคปซูล
คิดเป็นเนื้อเห็ดแห้ง 6-8 กรัม หรือคิดเป็นน้ำหนักเห็ดสด 60-80
กรัมเท่ากับ 1-2 ดอกเท่านั้น พบว่า
หลังจากผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลแล้ว อาการบวมไม่เกิดขึ้น
ไม่จำเป็นต้องเจาะดูดน้ำออกจากท้องอีกต่อไป (ยังคงเป็นผู้ป่วยที่แสนดีของแพทย์
ด้วยการรับประทานยาที่แพทย์ให้ไปอย่างสม่ำเสมอตลอดด้วย)
ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น ทำงานได้ตามปกติ
ที่สำคัญทุกครั้งหลังจากถูกฉีดคีโมไปแล้ว
จะไม่มีผลข้างเคียงอย่างรุนแรงเกิดขึ้นเลย ก่อนการฉีดคีโม
จะต้องนอนพักที่โรงพยาบาลล่วงหน้า 1 คืน มีการตรวจรายละเอียดต่างๆ
รวมทั้งเกล็ดเม็ดเลือดขาว
ที่เป็นตัวบ่งบอกว่าสถานะของผู้ป่วยว่าเลวร้ายเพียงใด
สำหรับญาติของผมรายนี้
ก่อนที่จะตัดสินใจให้รับประทานเห็ดกระดุมบราซิลผสมกับเห็ดอื่นๆที่มีคุณสมบัติทางยาเสริมกัน
รวมทั้งสมุนไพรบางชนิดเข้าไปนั้น
ค่าของเกล็ดเม็ดเลือดขาวต่ำมากอยู่ระดับประมาณ 2,000
แต่หลังจากให้รับประทานเห็ดกระดุมบราซิลผสมกับเห็ดอื่นๆที่มีคุณสมบัติทางยาเสริมกัน
รวมทั้งสมุนไพรบางชนิดเข้าๆไปแล้วติดต่อกันประมาณ 10 วัน
ก่อนที่จะทำการฉีดคีโมครั้งต่อไป
เจ้าหน้าที่ที่ทำการตรวจสอบเม็ดเลือดถึงกับตกตะลึงกับผลของเกล็ดเลือดขาวสูงขึ้นอย่างผิดปกติ
โดยเป็นการเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดแบบไม่น่าเชื่อ คือ อยู่ในระดับ
12.000 ที่สำคัญของหลังจากการฉีดคีโมแต่ละครั้ง
ผู้ป่วยไม่มีอาการแพ้ยาหรือผลข้างเคียงจากยาอย่างรุนแรงเหมือนผู้ป่วยรายอื่นๆ
สามารถรับประทานอาหารได้มากขึ้น ผมไม่ร่วง
นอนหลับได้สบายเหมือนคนปกติ
หลังจากได้รับประสบการณ์ต่างๆดังกล่าว
ผมจึงได้ขออนุญาตจากบริษัทต่างประเทศที่สั่งซื้อเชื้อเห็ดกระดุมบราซิลและเห็ดที่ใช้เป็นยาอื่นๆ
โดยขออนุญาตใช้เชื้อเห็ดและดอกเห็ดบางส่วนทำการผลิตเพื่อเป็นอาหารเสริมให้แก่ผู้ป่วยโรคร้ายต่างๆที่เป็นคนไทยไม่ว่าจะเป็น
ผู้ป่วยมะเร็ง เอดส์ เบาหวาน ภูมิแพ้ โรคหัวใจ พบว่า
ผู้ที่ได้รับผลิตภัณฑ์จากเห็ดกระดุมบราซิลผสมกับเห็ดอื่นๆที่มีคุณสมบัติทางยาเสริมกัน
รวมทั้งสมุนไพรบางชนิดไปรับประทานติดต่อกันอย่างน้อย 10
วันล้วนแล้วแต่ได้ผลดี ทำให้โรคร้ายต่างๆมีอาการดีขึ้น
รวมทั้งผู้ที่ป่วยเป็นเอดส์ขั้นสุดท้ายกลับกลายเป็นผู้ที่มีความหวังมากขึ้น
ด้วยผลและความเชื่อมั่นดังกล่าวนี้
ผมจึงใคร่ขอรวบรวมเอาผลการวิจัยเกี่ยวกับเห็ดกระดุมบราซิล
ที่ใช้เป็นยารักษาโรคร้ายต่างๆของมนุษย์
จากสถาบันต่างๆที่น่าเชื่อถือมาสรุปพอสังเขปเป็นวิทยาทาน ดังนี้
อ่านต่อ >>
ประวัติเกี่ยวกับเห็ดกระดุมบราซิล |