ศูนย์ไทยไบโอเทค Thai Biotech Centre
ศูนย์เห็ดครบวงจร 89/64 หมู่ 9, คลองสอง, คลองหลวง,(หลังตลาดไท) ปทุมธานี 12120
โทร. 662-9083036-7 แฟกซ์ : 662-9083199

 

 

เห็ดเศรษฐกิจที่ศูนย์ไทยไบโอเทคทีบีซีสนับสนุนส่งเสริม
 

ศูนย์ไทยไบโอเทคทีบีซี เป็นผู้ผลิตหัวเชื้อ วัสดุ อุปกรณ์ และบริการทางวิชาการอย่างใกล้ชิดให้แก่สมาชิกและผู้สนใจในเห็ดเศรษฐกิจหลายชนิดอันได้แก่
 

เห็ดฟาง(Straw Mushroom)

                      เห็ดฟางเป็นเห็ดที่มีการเพาะกันในประเทศไทยมานานแล้ว คนไทยโดย อจ.ก่าน ชลวิจารณ์ เป็นคนแรกของโลกที่ประสพผลสำเร็จในการทำเชื้อเห็ดบริสุทธิ์ โดยใช้ขี้ม้าผสมเปลือกเมล็ดบัว จึงได้ทำการเปิดอบรมเห็ดฟางให้แก่นักวิชาการและผู้สนใจทั่วไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2489 เป็นต้นมา โดยใช้ตอซังเพาะแบบกองสูง จนกระทั่งประมาณปี พ.ศ. 2508 ได้มีการพัฒนาการเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ยโดยใช้ปลายฟางผสมอาหารเสริมเช่น ขี้ฝ้าย ไส้นุ่น ผักตบชวา อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยก็ยังเป็นประเทศที่นำเข้าเห็ดอย่างอื่นเข้ามาบริโภคปีละหลายร้อยล้านบาท จนกระทั่งมีการก่อตั้งชมรมเห็ดของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และชมรมผู้เพาะเห็ดสมัครเล่น ของ อ.อานนท์ขึ้นประมาณปี พ.ศ. 2516 จากนั้นมาในปี พ.ศ. 2519 อ.อานนท์ ในขณะที่รับราชการเป็นนักวิชาการเกี่ยวกับเห็ด อยู่ที่กรมวิชาการเกษตร ได้ทำการศึกษาวิจัยหาวิธีการเพาะเห็ดฟางแบบแยกส่วน ด้วยการทำการหมักปุ๋ยแบบอับอากาศ จากนั้นตีปุ๋ยให้โปร่ง นำเข้าโรงเรือนเพื่อเลี้ยงเชื้อรา แล้วอบไอน้ำฆ่าเชื้อก่อนที่จะใส่เชื้อเห็ดลงไป วิธีนี้ สามารถใช้วัสดุเพาะได้มากมายหลายชนิด สามารถเพาะซ้ำที่เดิมได้ ให้ผลผลิตแน่นอน สม่ำเสมอและสูง ควบคุมได้ โดยเรียกกรรมวิธีการเพาะแบบ “อานนท์17” แต่ก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับของเกษตรกร เพราะมีขั้นตอนยุ่งยากและลงทุนสูง จนกระทั่ง ปี พ.ศ.2527 โดยนายสำราญ ชื่นทรัพย์ เกษตรกรบ้านหนองหมู อำเภอวิหารแดง ได้นำเอาวิชาการจาก อ.อานนท์ ไปทำการเพาะเป็นธุรกิจการค้าอย่างได้ผล มีการเสนอข่าวทางทีวีเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง จนทำให้วิธีดังกล่าว ได้รับความนิยมและขยายผลอย่างรวดเร็ว เป็นผลให้ประเทศไทย เปลี่ยนสภาพจากประเทศผู้นำเข้าเห็ด ผลิตเห็ดไม่เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ กลายมาเป็นประเทศที่ทำการเพาะเห็ด และพัฒนาวงการเห็ด

ให้เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วอยู่ในลำดับชั้นนำของโลก และเราสามารถผลิตเห็ดฟางได้ตลอดทั้งปีมากที่สุดในโลก คือ ปริมาณผลผลิตต่อปีมากกว่า 450,000 ตัน และผลจากการไปเป็นผู้เชี่ยวชาญเห็ดให้แก่องค์การค้าโลก ด้วยเงินช่วยเหลือของธนาคารโลก ที่ประเทศกาน่า ในปี พ.ศ. 2532-35 อ.อานนท์  ได้ทำการศึกษาวิจัยนำเอาทะลายปาล์มที่ผ่านการนึ่งเพื่อให้ผลปาล์มแยกออกจากทะลาย แล้วเอาทะลายปาล์มมาทำการเพาะเห็ดฟาง พบว่าได้ผลดีกว่าใช้วัสดุอื่นใดที่ถือปฏิบัติกันในประเทศไทย จึงได้นำเอาความรู้ดังกล่าวมาเผยแพร่ในไทย ปรากฏเกิดเหตุการณ์พลิกประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพฤติกรรมการเพาะเห็ดฟางขึ้น กล่าวคือในอดีตคนภาคใต้ที่นิยมบริโภคเห็ดฟาง จะต้องซื้อเห็ดฟางสดจากภาคกลางส่งไปทางรถไฟหรือเครื่องบินไปบริโภค ปัจจุบันกลับกลายมาเป็น จังหวัดภาคใต้ ที่มีการปลูกปาล์ม มีโรงงานปาล์มน้ำมัน สามารถใช้ทะลายปาล์มที่มีอยู่มากมาย ราคาไม่แพง มีอย่างเพียงพอเกือบทั้งปี เอามาเพาะเห็ดฟางกลับมาขายให้แก่ผู้บริโภคของภาคกลาง แม้กระทั่งภาคอื่นๆของประเทศรวมทั้งส่งออกด้วย อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการเพาะเห็ดฟางแบบ “อานนท์17" จะมีการเพาะกันอย่างแพร่หลายทั่วทุกภาคของประเทศ แต่ก็ยังเป็นกรรมวิธีที่ขบวนการหมักแบบอับอากาศ การอบฆ่าเชื้อ การบ่มเชื้อเห็ด รวมทั้งการทำให้เห็ดออกดอกนั้น ใช้สถานที่เดียวกัน ทำให้ต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูงในสถานการณ์ปัจจุบัน ใช้แรงงานมาก แบ่งงานกันทำได้ไม่ได้ ผู้เพาะเห็ดฟางด้วยวิธีนี้ จะต้องลงทุนทำทุกขั้นตอน จึงเป็นข้อจำกัดไม่สามารถขยายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่หรือเป็นแบบอุตสาหกรรมได้ บัดนี้ปัญหาต่างๆได้รับการแก้ไขแล้ว ด้วยกรรมวิธีที่ อ.อานนท์ได้นำเอาความรู้ ประสบการณ์จากการศึกษา ค้นคว้าทดลองอย่างต่อเนื่องมากว่า 30 ปี จนสามารถแนะนำวิธีการเพาะเห็ดฟางแบบ “อานนท์52” ที่แบ่งการผลิตทุกขั้นตอนออกจากกันโดยเด็ดขาดและชัดเจน ผู้ที่ต้องการเพาะเห็ดฟางเป็นธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจหลัก ธุรกิจเสริม หรือเป็นการเพาะแบบสมัครเล่น สามารถเลือกทำขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งได้ กล่าวคือ การเพาะวิธีนี้แยกขั้นตอนการปฏิบัติชัดเจนดังนี้ การหมักวัสดุเพาะแบบอับอากาศ การหมักวัสดุเพาะแบบใช้อากาศ การอบฆ่าเชื้อ การเพาะเลี้ยงเส้นใยเห็ด การเพาะดอกเห็ด เป็นต้น ผู้ที่ต้องการทำเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อาจจะเลือกทำวัสดุเพาะขายอย่างเดียวก็ได้ หรือทำวัสดุเพาะที่ใส่เชื้อเห็ดแล้วเลี้ยงจนเชื้อเห็ดเจริญทั่ววัสดุเพาะแล้ว บางราย รายเล็กรายน้อย หรือผู้ที่ต้องการหัดเพาะเห็ดฟางใหม่ๆ อาจจะเริ่มจากการซื้อวัสดุเพาะที่มีเชื้อเห็ดเจริญเต็มที่แล้ว นำไปเพาะเลี้ยงในกระโจม ใต้ถุนบ้านแล้วเอาผ้าพลาสติกคลุมเพียง 2-4 วันก็จะมีดอกเห็ดฟางเก็บได้แล้ว กรรมวิธีนี้ ยังไม่เคยมีการเปิดเผยหรือทำการผลิตที่ไหนมาก่อนทั่วโลก

 

สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับธุรกิจการเพาะเห็ดฟาง
 

1. ขณะนี้ประเทศไทยมีผู้ผลิตเชื้อเห็ดกระจัดกระจายอยู่ทุกภูมิภาค โดยมีผลผลิตของเชื้อเห็ดรวมกันปีละประมาณ 300-450 ล้านถุง (ส่วนใหญ่จะทำการบรรจุเป็นแบบถุงพับ และกำลังพัฒนาเป็นถุงคล้ายเพาะเห็ดก้อนมากขึ้น) การทำเชื้อเห็ดฟางนั้น ทำด้วยวัสดุที่ย่อยง่ายสลายเร็ว เช่น ขี้ฝ้าย ไส้นุ่น ผักตบชวา เปลือกถั่ว เปลือกมัน เป็นต้น ด้วยการนำมาหมักให้หอมประมาณ 3-4 วัน ก่อนที่จะบรรจุถุง นำเอาไปนึ่งฆ่าเชื้อ ก่อนที่จะใส่เชื้อเห็ดลงไป เมื่อเขี่ยเชื้อเห็ดลงไปแล้ว ใช้เวลาเพียง 6-10 วันเท่านั้น เส้นใยเห็ดก็จะเจริญเติมพร้อมที่จะนำเอาไปใช้ได้ จากการที่เส้นใยเห็ดเดินเร็ว ความต้องการเชื้อเห็ดยังมีอีกมาก ต้นทุนการผลิตต่ำ ดังนั้น ธุรกิจการทำเชื้อเห็ดฟาง จึงเป็นอาชีพที่ทำได้ดีที่สุด มีโอกาสรวยเร็วที่สุด ผู้ผลิตบางรายสามารถทำเงินได้ปีละหลายสิบล้านบาทหลังจากหักค่าใช้จ่ายทุกชนิดแล้ว แหล่งที่จะเข้าหาวิชาการมีหลายทางได้แก่ สมัครเข้าอบรมการทำเชื้อและเพาะเห็ดฟาง โดยศูนย์ฯ หรือซื้อหนังสือการทำเชื้อและเพาะเห็ดฟาง โดย อ.อานนท์ เอื้อตระกูล


2. การเพาะใช้วัสดุต่างๆได้หลากหลาย เช่น ฟาง ผักตบชวาทั้งสดและแห้ง ทะลายปาล์ม กากมันสำปะหลัง ก้อนเชื้อเห็ดที่หมดอายุแล้ว


3. ใช้เวลาเพาะสั้น เพียง 8-12 วันก็จะมีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวได้แล้ว


4. ตลาดต้องการสูงมาก ทั้งในและต่างประเทศ จึงเป็นเห็ดที่ไม่เคยมีปัญหาทางด้านตลาด นอกเสียจากว่าขาดตลาด


5. มีกรรมวิธีที่สามารถเพาะได้ในโรงเรือน ให้ผลผลิตสูงกว่า เพาะซ้ำที่เดิมได้ เพาะได้ตลอดทั้งป


6. สามารถทำการเพาะเป็นแบบอุตสาหกรรมเครือข่ายขนาดใหญ่ได้ กล่าวคือ ทำการผลิตแบบแบ่งส่วน เช่น ส่วนที่ทำเชื้อ ส่วนทำปุ๋ยและอบฆ่าเชื้อ ใส่เชื้อเห็ดและเลี้ยงเชื้อ ส่วนที่ทำให้เกิดดอก และเก็บเกี่ยวผลผลิต


7. ทางศูนย์ฯมีความรู้ ประสบการณ์ ตัวอย่าง ที่จะช่วยสอน ช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้แก่สมาชิกจนสำเร็จ

 



เห็ดเป๋าฮื้อ(Abalone Mushroom)

                 เห็ดเป๋าฮื้อ เป็นเห็ดที่อยู่ในตระกูลเดียวกับเห็ดนางรม เห็ดนางฟ้า แต่ดอกใหญ่และเนื้อแน่นมากกว่า จึงเหมาะอย่างยิ่งที่นำเอาไปแปรรูปเป็นเห็ดกระป๋อง บริษัทอาหารสากล จำกัด บ้านสบตุ๋ย อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง โดยคุณนิพันธ์ ว่องวาณิช เป็นผู้นำมาเพาะในพื้นที่บริเวณโรงงาน โดยจ้างผู้เชี่ยวชาญเห็ดจากประเทศไต้หวันมาเป็นนักวิชาการเมื่อ ปี พ.ศ.2516 ผลผลิตของดอกเห็ดทุกดอกที่ออกมา จะถูกส่งเข้าโรงงานแปรรูปทั้งหมด ต่อมาได้มีกลุ่มของฟาร์มเห็ดสยาม ของคุณทองหยด บริบูรณ์ ที่ผ่านการอบรมเห็ดจาก อ.อานนท์ เอื้อตระกูล(ต่อมาคุณทองหยด เป็นผู้ถ่ายทอดวิชาการต่อให้เจ้าของฟาร์มเห็ดอรัญญิก พุทธมณฑล สาย 4 ศาลายา) ทำการเพาะเห็ดเป๋าฮื้อที่บ้านแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่ปี 2517 และเป็นจุดเริ่มต้นของความฮือฮาในการเพาะเห็ดเป๋าฮื้ออยู่พักใหญ่ ก่อนที่ความฮือฮาจะค่อยลดน้อยถอยลง เมื่อฟาร์มเห็ดเป๋าฮื้อส่วนใหญ่แถวกระทุ่มแบนประสพกับปัญหาขาดทุน เพราะโรงงานรับซื้อเห็ดเป๋าฮื้อเพื่อการแปรรูป เริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับตลาดต่างประเทศ ประมาณปี 2538 ธุรกิจการเพาะเห็ดเป๋าฮื้อกลับฮือฮากันอีกครั้ง เมื่อบริษัทแปรรูปอาหารที่ศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ทำการส่งเสริมให้มีการเพาะเห็ดเป๋าฮื้อเพื่อส่งโรงงาน ที่จังหวัดหนองบัวลำภู โดยทางศูนย์ฯเป็นที่ปรึกษาทางวิชาการ แต่บริษัทมีโควตารับซื้อเพียงไม่กี่ปีก็เลิกรากันไป จากนั้น การเพาะเห็ดเป๋าฮื้อส่วนใหญ่จะทำกันแถวเขตกำแพงแสน เพื่อส่งตลาดสดเท่านั้น จนกระทั่งประมาณ ต้นปี พ.ศ. 2541 ได้มีนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นนำสายพันธุ์เห็ดเป๋าฮื้อก้านยาว ที่มีคุณลักษณะเด่นที่สามารถรับประทานก้านได้ มาเพาะที่ราชบุรี โดยให้ทางศูนย์ฯเป็นผู้ผลิตหัวเชื้อให้ เพื่อทำการเพาะเห็ดเป๋าฮื้อสดส่งไปขายญี่ปุ่นมาเป็นเวลาเกือบสิบปี ก่อนที่จะย้ายฐานผลิตไปที่เวียตนาม ปัจจุบัน การเพาะเห็ดเป๋าฮื้อส่วนใหญ่เน้นหนักเป็นพันธุ์ญี่ปุ่นที่มีรสชาติอร่อยกว่า สามารถรับประทานได้ทุกส่วน เมื่อเทียบกับการเพาะเห็ดนางรม เห็ดนางฟ้าแล้ว การเพาะเห็ดเป๋าฮื้อถือว่ายากกว่า เพราะเชื้อเห็ดเจริญเติบโตค่อนข้างช้า เปอร์เซ็นต์เสียสูง แต่หากสามารถเข้าใจถึงอุปนิสัยที่แท้จริงและแก้ปัญหาได้ การเพาะเห็ดเป๋าฮื้อจะมีรายได้ดีกว่า เพราะผลผลิตที่ได้สูงกว่า ดูแลรักษาง่ายกว่า ใช้น้ำน้อยกว่า ก้อนเห็ดอยู่ได้นานมากกว่าปีขึ้นไปบางครั้งถึงสองปี เนื่องจากทั้งรสชาติ ความกรุบ ความแน่นที่ดี เห็ดเป๋าฮื้อจึงได้รับความนิยมในตลาดบริโภคสดสูงขึ้น ตลาดยังมีความต้องการอีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ

 



เห็ดโคนน้อย (Bean Mushroom)


             น่าจะเป็นเห็ดคู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทยมาก่อนเห็ดอื่นใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกษตรกรที่อยู่ทางภาคเหนือ หรือภาคอิสานตอนบน เนื่องจาก เห็ดชนิดนี้ ถูกทำการเพาะด้วยวิธีง่ายๆ ไม่ต้องอาศัยหลักวิชาการอะไรที่ยุ่งยาก ไม่ต้องใส่เชื้อเห็ด ก็สามารถเพาะเห็ดชนิดนี้ได้ โดยเกษตรกรที่ปลูกถั่วต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นถั่วลิสง ถั่วเหลือง หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้ว นำเอาต้นถั่วกองสุมกันไว้กลางแจ้ง หรือที่ร่มใต้ต้นไม้ ให้สูงประมาณ 80-100 ซม. คลุมด้วยใบไม้ เช่น ทางมะพร้าว รดน้ำทุกวัน หากจะให้ดี รดด้วยน้ำซาวข้าวเข้าไปด้วย ประมาณ 10-15 วันต้นถั่วก็จะเริ่มเน่า ก็จะมีเห็ดโคนน้อยเกิดขึ้น และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทุกเย็นเป็นเวลาติดต่อกันนานนับเดือน เห็ดโคนน้อยที่เพาะทางภาคเหนือด้วยถั่วลิสง มักจะเรียก เห็ดถั่วดิน หากใช้ต้นถั่วเหลือง ดอกเห็ดจะโตกว่า เรียก เห็ดถั่วเหลือง หรือเห็ดถั่วเน่า อ. อานนท์ เอื้อตระกูล ผู้ซึ่งมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่บ้านร่องกาศ อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ และมีการเพาะเห็ดชนิดนี้กันมากทุกปี เมื่อครั้งที่อาจารย์อานนท์ได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และได้ทำการศึกษาทดลอง หาวิธีการเพาะให้ได้ผลที่แน่นอน พบว่า สามารถทำเชื้อเห็ดบริสุทธิ์ของเห็ดนี้ได้ และสามารถเพาะได้ในวัสดุหลากหลายมากกว่าเห็ด ที่สำคัญที่สุด คือ ใช้เวลาแค่ 5-6 วันเท่านั้น ก็จะมีดอกเห็ดให้เก็บเกี่ยวได้ ผลสำเร็จของงานวิจัยดังกล่าว ได้เขียนลงเผยแพร่ทางวิชาการ ในหนังสือพิมพ์กสิกร อันเป็นหนังสือพิมพ์ทางวิชาการของกรมวิชาการเกษตร เมื่อ ปี พ.ศ. 2517 อย่างไรก็ตาม เห็ดนี้ก็ไม่เป็นที่นิยมทำการเพาะกัน ทั้งนี้เนื่องจากทางภาคกลางมักจะเหมารวมเรียกว่า เห็ดขี้ม้า อันเป็นชื่อ อัปมงคล จนกระทั่งปลายปี พ.ศ. 2540 หลังจากเศรษฐกิจฟองสบู่แตก ผู้คนระส่ำระสายจากการตกงาน สถาบันการเงิน และบริษัทห้างร้านรายใหญ่เลิกล้มกิจการ คนจึงหันเข้ามาหาอาชีพการเกษตร การเพาะเห็ดโคนน้อยจึงได้รับความตื่นตัวอย่างจริงจังนับแต่นั้นมา ประกอบกับ การใช้สารเคมีเกินความพอดี มีการตัดไม้ทำลายป่า บุกรุกพื้นที่ป่า ที่ปกติแต่ละปีมักจะมีเห็ดป่า เห็ดโคนเกิดขึ้น แต่เมื่อธรรมชาติถูกเบียดเบียน เห็ดป่า เห็ดธรรมชาติ รวมทั้งเห็ดโคน ก็หายากเป็นเงาตามตัว ในเมื่อเห็ดโคนน้อย เพาะได้ง่าย ใช้เวลาเพาะไม่นานเพียง 5-6 วัน รสชาติและรูปร่างคล้ายคลึงกับเห็ดโคนมาก ขณะที่เห็ดโคนแท้ที่แปรรูปใส่ขวดขนาด 15 ออนซ์ ราคาขวดละประมาณ 350-400 บาท แต่ต้นทุนการผลิตเห็ดโคนน้อยเพียงขวดละประมาณ 40-50 บาทเท่านั้น จากสาเหตุดังกล่าว ทำให้การเพาะเห็ดโคนน้อย จึงได้รับความสนใจอย่างมาก และทางศูนย์ฯถือเป็นไฮไลท์ของเห็ดที่เร่งทำการส่งเสริม จึงจัดให้มีการฝึกอบรมทั้งทางภาคทฤษฎีและปฏิบัติอย่างต่อเนื่องทุกเดือน การอบรมนั้น จะเน้นพิเศษมากกว่าเห็ดอื่นๆในเรื่อง การแปรรูป และทางศูนย์ฯยังรับประกันซื้อผลิตภัณฑ์จากสมาชิกได้อีกเป็นจำนวนมาก ท่านที่สนใจ อาจจะศึกษาวิธีการเพาะเห็ดชนิดนี้ได้ที่หนังสือการเพาะเห็ดโคนน้อยทั้งในรูปหนังสือ หรือหนังสืออีเล็คทอนิคก็ได้

 


 

 เห็ดหูหนู(Ear Mushroom)

              เห็ดหหนู เป็นเห็ดที่คนไทยรู้จักมานานแล้ว ในอดีตประเทศไทยจำเป็นต้องสั่งเห็ดหูหนูเข้ามาจากประเทศจีน คิดเป็นเงินปีละหลายร้อยล้านบาท ในปี พ.ศ. 2512 ได้มีการเพาะเห็ดหูหนูขึ้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยคุณปิยะรัตน์ รัตนวิจัย โดยเพาะในไม้เนื้ออ่อน และก็ปิดบังวิธีการเพาะเป็นความลับสุดยอด ต่อมาเมื่อมีการตั้งชมรมเห็ดของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขึ้นในปี พ.ศ. 2516 จึงได้มีการส่งเสริมให้ทำการเพาะเห็ดหูหนูเพื่อการค้าด้วยการใช้ไม้แค ไม้ขนุน ไม้มะม่วง ซึ่งนับว่าได้ผลในระดับหนึ่ง จนกระทั่งมีการพัฒนาการเพาะเห็ดหูหนูในถุงพลาสติกได้ผลดี แน่นอนกว่า ผลผลิตสูงกว่า แต่ก็มีปัญหาเรื่องการตลาด เพราะคนไทยถูกปลูกฝังให้ใช้เห็ดหูหนูแห้งจากจีนที่บางและมีสีดำจากการย้อมสีด้วยสีย้อมผ้า หลังจากมีการประชาสัมพันธ์ถึงอันตรายในการบริโภคเห็ดหูหนูย้อมสีย้อมผ้า ที่เป็นอันตรายแก่ผู้บริโภค และรัฐบาลจีนเองก็ยอมรับ รวมทั้งปราบปรามจับกุมผู้ขายเห็ดหูหนูที่ใช้สีย้อมผ้าย้อมสีเห็ดให้ดำ ทำให้คนไทยเริ่มหันมารับประทานเห็ดหูหนูสดแทน กลุ่มผู้เพาะเห็ดแถวราชบุรี ถือว่าเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดในการเพาะเห็ดหูหนูในปัจจุบัน โดยทำการผลิตวันละไม่ต่ำกว่า 50-70 ตัน มาเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้เพาะเห็ดแถวราชบุรี ประสพกับปัญหาไรไข่ปลา ทำให้ผลผลิตเสียหาย เกษตรกรไม่มีทางเลือก หันไปใช้สารเคมีชนิดรุนแรง ฉีดพ่นเพื่อกำจัดไรไข่ปลา ปัญหาดังกล่าวก็ไม่สามารถแก้ไขได้ เพราะเกิดการดื้อยา ทำให้ปัจจุบัน มีการเพาะเห็ดหูหนูลดลง และผู้บริโภคเริ่มกังวลถึงสารพิษตกค้าง จากเหตุผลดังกล่าว ทางศูนย์ฯได้ทำการผลิตกรดอินทรีย์ธรรมชาติ ที่สามารถควบคุมการระบาดของโรคและแมลงในเห็ดหูหนูได้ ผลผลิตเห็ดหูหนูที่ได้ จะไม่มีสารพิษที่เป็นโทษต่อเห็ด ทำให้การเพาะเห็ดหูหนูปัจจุบันน่าสนใจมาก เพราะมีคนเพาะน้อย ราคาดี ตลาดมีความต้องการสูง รายได้ดีกว่า เร็วกว่า การเพาะเห็ดทุกชนิดที่เพาะในถุง นอกจากนี้ ยังสามารถทำการเพาะในขอนไม้ได้อีกด้วย รายละเอียดหาได้จากการเข้ารับการอบรมเห็ด หรือจากหนังสือที่จะออกเร็วๆนี้

 


 

เห็ดโคนญี่ปุ่น (Honey Mushroom)

                 เห็ดโคนญี่ปุ่น หรือที่ญี่ปุ่น เป็นเห็ดน้องใหม่มาแรง เนื่องจากรสชาติที่อร่อย มีความกรุอบแม้ว่าจะปรุงอาหารในลักษณะใด เป็นเห็ดที่มักมีจำหน่ายเฉพาะในภัตตาคารชั้นนำที่มีราคาแพง ดังนั้น เห็ดที่เพาะได้จึงมีราคาแพงไปด้วย เมื่อมีการเพาะกันใหม่ ยังไม่เป็นที่รู้จักกันมากนัก หลายคนยังมองอนาคตไม่ออกว่า เห็ดชนิดนี้จะทำการตลาดเช่นไหร่ ต่อมาได้มีผู้ผลิตก้อนบางราย อาศัยกลไกทางด้านการตลาดที่แยบยล โฆษราชวนเชื่อให้ซื้อก้อนเห็ดที่ขายค่อนข้างแพง ประมาณก้อนละ 8-12 บาท โดยสัญญาว่ามีตลาดรับซื้อประกันในราคาสูงถึง 150-180 บาท ปรากฏว่า มีผู้สนใจจำนวนไม่น้อยเข้าร่วมโครงการทำการเพาะเห็ดชนิดนี้ บางรายก็ประสพผลสำเร็จ แต่ส่วนใหญ่มักจะเลิกรา เลิกยุ่ง และหันหลังให้แก่วงการเห็ดเป็นการถาวรไปเลย จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ กลุ่มผู้เพาะเห็ดของจังหวัดจันทบุรี ได้ทำการเพาะเห็ดชนิดนี้ โดยการสร้างโรงเรือนระหว่างต้นผลไม้ เช่น เงาะ มังคุด ทุเรียน เพื่อทำการเพาะเป็นอาชีพเสริมช่วงที่รอเกี่ยวเกี่ยวผลผลิตของไม้ผล พบว่า สามารถทำการผลิตเห็ดโคนญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี ประกอบกับ ทางศูนย์ฯได้ทำการผลิตอาหารเสริม ต่างๆ ช่วยเพิ่มผลผลิตเห็ดชนิดได้ ผลผลิตออกสม่ำเสมอ หมวกดอกไม่หลุดร่วงง่าย กลายเป็นเห็ดประจำจังหวัดจันทบุรีไปโดยปริยาย ขณะที่มีการตั้งซูเปอร์มาร์เก็ตเพิ่มขึ้น ตลาดต้องการเพิ่มขึ้น การเพาะเห็ดโคนญี่ปุ่น จึงเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่น่าสนใจ รายละเอียดหาได้จากการเข้ารับการอบรมเห็ด หรือจากหนังสือที่จะออกเร็วๆนี้
 


 

เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้า(Oyster Mushroom)

เป็นเห็ดที่ฮอตสุดๆและมาแรงติดต่อกันมากว่า 30 ปีแล้ว เป็นเห็ดที่ทำเงินเป็นกอบเป็นกำ เป็นอาชีพที่มั่นคง ยั่งยืน ถาวรแก่ผู้มีอาชีพมานานนับสิบปี เป็นเห็ดที่มีการเพาะกันมาก รองจากเห็ดฟางปีละนับแสนตัน ไม่แน่ในอนาคตอันใกล้นี้ ปริมาณการผลิตอาจจะมากกว่าเห็ดฟางก็เป็นได้ จริงอยู่ เห็ดทั้งสองชนิดนี้ ไม่ใช่เป็นเห็ดที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย เห็ดนางรม ถูกนำเข้าโดย อ.พันธุ์ทวี ภักดีดินแดน เมื่อปี พ.ศ. 2498 และ ดร.วินิจ แจ้งศรี นำเอามาเพาะเป็นการค้าเมื่อปี พ.ศ. 2501 เพื่อส่งขายภัตตาคารอาหารพงหลี อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิสมัยนั้น และเห็ดนางฟ้าได้ถูกสั่งสายพันธุ์เข้ามาจากสถาบัน ATCC ของอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2521 แต่เห็ดทั้งสองชนิดจะเพาะให้ได้ผลดี จำเป็นจะต้องเพาะในห้องปรับอากาศ ที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 24o ซ. จนกระทั่ง เมื่อปี พ.ศ. 2525 อจ.อานนท์ เอื้อตระกูล ขณะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเห็ด ขององค์การอาหารและเกษตร แห่งสหประชาชาติ(FAO) ประจำประเทศภูฎาน ได้เก็บรวบรวมสายพันธุ์เห็ดธรรมชาติมากมายหลายชนิดจากประเทศนี้ หนึ่งในจำนวนนั้นได้แก่เห็ดที่มีลักษณะคล้ายเห็ดนางฟ้า แต่เมื่อนำมาทดสอบเพาะเลี้ยงดู พบว่า เส้นใยเจริญรวดเร็วมากคล้ายเห็ดฟาง แต่สามารถทำให้เกิดดอกเห็ดได้ตลอดทั้งปี มีรสชาติคล้ายคลึงกับเห็ดนางฟ้ามาก จึงได้ตั้งชื่อ เห็ดชนิดนี้ว่า เห็ดนางฟ้าภูฎาน ดั่งที่มีการเพาะกันอย่างกว้างขวางในประเทศไทยตราบทั่วทุกวันนี้ เห็ดทั้งสองชนิดนี้ แต่เดิมได้มีการสั่งสอนกันแบบนกแก้วนกขุนทองว่า วิธีการเพาะนั้น ให้ใช้ขี้เลื่อยไม้ยางพาราแล้วเติมรำละเอียด 10 กก. ปูนขาว 1 กก. ดีเกลือ 0.1 กก. และเมื่อดอกเห็ดเกิดขึ้น ให้เก็บผลผลิตในเช้าของวันรุ่งขึ้น ดอกเห็ดก็จะเจริญและแก่เต็มที่ แต่ปัจจุบัน หลังจากที่มีการศึกษากันอย่างจริงจัง พบว่า วัสดุเพาะ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นขี้เลื่อยไม้ยางพาราเท่านั้น วัสดุที่ใช้เพาะเห็ดดังกล่าวอย่างได้ผลดีเท่าหรือดีกว่าขี้เลื่อยไม้ยางพารายังมีอีกหลายชนิด เช่น ฟาง ซังข้าวโพด ต้นไม้เนื้ออ่อน กิ่งไม้ เป็นต้น เช่นเดียวกัน อาหารเสริมเห็ดนั้น พบว่า การใช้รำละเอียดเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถที่จะทำการเพาะเห็ดชนิดนี้ให้ได้ผลผลิตสูงเต็มที่ หากต้องการเพาะให้ได้เห็ดที่มีคุณภาพ ผลผลิตสูง คุ้มต่อการลงทุนในปัจจุบัน ควรต้องใช้สูตรอาหารที่เหมาะสมและถูกต้อง เช่นเดียวกันกับวิธีการเก็บเกี่ยวดอกเห็ด พบว่า การเก็บดอกเห็ดที่แก่เต็มที่ ผ่านการสร้างสปอร์แล้ว ดอกเห็ดจะฉ่ำน้ำ รสชาติไม่ดี เนื้อฟ่าม ไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน ดอกเห็ดช้ำง่าย ราคาถูก ประมาณ 20-35 บาท เท่านั้น แต่หากทำการเก็บให้ถูกวิธี คือ ทำการเก็บเกี่ยวก่อนที่ดอกเห็ดจะสร้างสปอร์ เนื้อดอกจะแน่ น้ำหนักดี ไม่เหี่ยวเฉาง่าย รสชาติดี เก็บไว้ได้นานกว่า ราคาดีกว่า ประมาณ 80-120 บาทต่อกิโลกรัม ฉะนั้น เห็ดทั้งสองชนิดนี้ จึงเป็นเห็ดที่น่าสนใจมาก เพราะสามารถเพาะได้ง่าย เพาะได้ตลอดทั้งปี ผลผลิตสูง ได้เงินเร็ว มีตลาดขนาดใหญ่ต้องการ การอบรมจะเน้นเห็ดสองชนิดนี้เป็นหลักและพิเศษ หรือสามารถหารายละเอียดได้จากหนังสือ การเพาะเห็ดนางฟ้าภูฎาน ของ อจ.อานนท์ เอื้อตระกูล

 


 

เห็ดหอม(Shiitake Mushroom)


เป็นเห็ดที่รู้จักกันทั่วโลก มีการเพาะกันทั่วโลกเป็นอันดับสาม รองมาจาก เห็ดแชมปิญองและเห็ดฟาง ส่วนใหญ่ ถือว่า เห็ดหอม เป็นอาหารของผู้มีอันจะกิน เพราะมีราคาแพง แต่จริงๆแล้ว เนื่องจากรสชาติที่อร่อย มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคที่เห็ดอื่นไม่มี มีสารวิตามินดีที่เห็ดอื่นไม่มี มีเกลือแร่ และมีสรรพคุณทางยาป้องกันโรคหัวใจและมะเร็งเนื้อร้าย ที่ได้รับการยืนยันในทางวิทยาศาสตร์แล้ว ในอดีต ประเทศไทยมีการเพาะเห็ดหอมได้เฉพาะในพื้นที่สูงบนยอดเขาที่มีอากาศเย็น และต้องใช้ไม้ก่อหรือไม้โอ๊คที่ใช้เวลาปลูกไม่ต่ำกว่า 35 ปี แต่ปัจจุบัน วิทยาการการเพาะเห็ดหอมได้พัฒนาก้าวหน้าไปมาก ทางศูนย์ฯเองก็ได้ทำการพัฒนาสายพันธุ์และกรรมวิธี ตลอดจนสูตรอาหารที่เหมาะสม จนกระทั่ง การเพาะเห็ดหอม สามารถเพาะได้แม้กระทั่งในภาคกลางตลอดทั้งปี โดยไม่จำเป็นจะต้องเพาะในไม้ก่อ อันเป็นไม้หวงห้ามของทางราชการ แต่สามารถใช้ขี้เลื่อยเพาะได้ใกล้เคียงกับการเพาะเห็ดนางรม เห็ดนางฟ้ามาก แนวโน้มของความต้องการของผู้บริโภคเห็ดหอมในประเทศไทย ซึ่งในอดีต นิยมบริโภคเห็ดหอมแห้ง เพราะเป็นเรื่องที่เลือกไม่ได้ เพราะไม่มีเห็ดหอมสดให้เลือก แต่หลังจากผลสำเร็จของการพัฒนาสายพันธุ์และวิธีการเพาะในประเทศไทย จนสามารถเพาะให้ได้เห็ดหอมสดตลอดทั้งปีได้แล้ว พฤติกรรมของผู้บริโภคเห็ดหอมของคนไทย จึงเปลี่ยนไปเป็นนิยมชมชอบในรสชาติเห็ดหอมสดมากกว่า ตลาดเห็ดหอมสดในประเทศไทย ยังถือว่ายังมีอีกมาก ที่ปริมาณการผลิตในปัจจุบันยังไม่เพียงพอ ดังจะเห็นได้จาก เห็ดหอมสดที่ขายตามท้องตลาด มักจะเป็นเห็ดหอมสดมาจากประเทศจีน ที่รสชาติของความสดน้อยลง เพราะเก็บไว้นาน มีการฉายแสงหรือใช้สารเคมียับยั้งการเจริญเติบโตของดอกเห็ด อันอาจจะมีผลเสียต่อผู้บริโภค จึงเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า อาชีพการเพาะเห็ดหอม เพื่อจำหน่ายเป็นเห็ดหอมสด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เห็ดหอมสดปลอดสาร น่าจะมีอนาคตสดใสที่สุดอีกชนิดหนึ่ง ผู้สนใจสามารถติดตามได้จากการอบรมเห็ดในถุง หรือหนังสือที่จะพิมพ์ขึ้นใหม่ในเร็ววันนี้

 


 

เห็ดตีนแรด (Tricholoma Mushroom)

เห็ดตีนแรด เป็นเห็ดพื้นบ้านที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ตามกองปุ๋ยหมักเก่า หรือโคนต้นไม้ที่มีอินทรียวัตถุมากๆ บางดอกมีขนาดใหญ่มาก อาจจะมีหมวกดอกที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 1 ฟุต น้ำหนักอาจจะมากกว่า 10 กก. เห็ดชนิดนี้ สามารถทำก้อนเชื้อได้เช่นเดียวกับเห็ดนางรม เห็ดนางฟ้า แต่ตอนที่จะทำให้เกิดดอกเห็ดนั้น จะต้องปล่อยให้ก้อนเชื้อสะสมอาหารและรัดตัวสักระยะหนึ่งก่อน แล้วจึงนำมาเปิดคลุมหน้าด้วยดิน หรือนำไปทำแปลงฝังดินไว้ ก็จะมีเห็ดตีนแรดเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ จนกระทั่งอาหารหมด ดอกเห็ดจะมีสีขาวรวมทั้งก้านน่ารับประทานมาก มีรสชาติอร่อย มีความกรุบ กรอบ นุ่มดั่งเนื้อไก่ มีการเพาะเป็นการค้ามากที่จังหวัดราชสีมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่อำเภอปักธงชัย ที่มีราคาซื้อขายสูงถึง กก.ละ 180-250 บาท ที่อำเภอทองผาภูมิก็เป็นอีกอำเภอหนึ่ง ที่มีการเพาะเห็ดชนิดนี้กันมาก จนกระทั่งมีการกล่าวอ้างว่า เห็ดตีนแรดเป็นเห็ดดังประจำท้องถิ่นของเขา เห็ดตีนแรดยังไม่มีการเพาะเพื่อจำหน่ายเป็นเรื่องเป็นราวหรือเป็นธุรกิจเหมือนเห็ดอื่น แต่เป็นเห็ดที่มีศักยะสูงมากอีกชนิดหนึ่ง ด้วยความที่มีรูปร่างดี รสชาติอร่อยเป็นเลิศ การอบรมเห็ด ก็จะมีการกล่าวถึงรายละเอียดไปด้วย
 


 

ห็ดแครง (Schizophylum Mushroom)

เป็นเห็ดที่ทั้งคนจากภาคเหนือและภาคใต้รู้จักกันดีมาก โดยเฉพาะคนภาคใต้นิยมบริโภคเห็ดแครงกันอย่างกว้างขวาง ด้วยการไปเก็บเห็ดแครงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่ก็มีข้อจำกัดเรื่องของความสกปรก ความไม่แน่นอนและคุณภาพของดอกเห็ด กระนั้นก็ตาม ดอกเห็ดแครงธรรมชาติที่เก็บขายกันอยู่ทั่วไป จะมีราคา กก.ละ ประมาณ 400-650 บาท(จะมีทรายเกือบครึ่ง) ศูนย์ฯเป็นผู้นำเรื่องของการพัฒนาการเพาะเห็ดแครงเป็นการค้าอย่างได้ผล ทุกวันนี้ ทางศูนย์ฯได้ทำการเพาะส่งให้แก่ร้านอาหารปักษ์ได้ชั้นนำหลายแห่ง ในราคเห็ดสด กก.ละ 150-180 บาท ก็ยังไม่เพียงพอแก่ความต้องการ ในเร็วๆนี้ ทางศูนย์ฯจะเริ่มถ่ายทอดวิชาการให้แก่สมาชิกและท่านที่สนใจทั่วไป โปรดติดตามได้จากเวปไซด์แห่งนี้

เห็ดอื่นๆ(Other Mushrooms)

ยังมีเห็ดเศรษฐกิจอีกมากมายหลายชนิดที่มีศักยะ สามารถทำเป็นธุรกิจในประเทศไทยได้ และยังมีเทคโนโลยี่อีกหลายแขนงที่สามารถทำการผลิตเห็ดได้

 


 

 
 

 

Copyright 2009 © ANONbiotec All rights reserved.

Anon Biotec  Tel /Fax : 02-527-0474

design by FINE INFO